ชุดขาวคืนฟอร์ม! เรอัล มาดริด บุกถล่ม อาโปเอล ยับคารัง 6-0


“ราชันชุดขาว” เรอัล มาดริด คืนฟอร์มแชมป์เก่ากู้หน้าจากการบุกไปเจ๊าแบบไร้สกอร์กับ แอตฯ มาดริด ได้สำเร็จ หลังบุกไปยิงถล่ม อาโปเอล นิโคเชีย ไปแบบไม่ยั้งมือ 6-0 โดยคริสเตียโน่ โรนัลโด้กับคาริม เบนเซม่า ทำคนละสองประตู ส่งทัพ “ราชันชุดขาว” เก็บสามคะแนน ได้ผ่านเข้ารอบ 16 ทีมสุดท้าย เป็นอันดับสองของกลุ่ม ในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก

เกมครึ่งแรกเริ่มมาไม่ถึง 2 นาที มาดริดได้ลุ้นก่อนจากลูกสวนกลับที่เบนเซมาพาบอลไปทางขวา ก่อนครอสเข้าในให้โรนัลโด้หาโอกาสแต่งบอลซัดด้วยขวาในกรอบโทษ แต่ยังไปติดเปเรซ นายทวารเจ้าบ้าน

นาทีที่ 7 กัปตันโมเลสของเจ้าบ้านได้โอกาสยิงไกลนอกกรอบ แต่สุดท้ายยังไม่ผ่านมือกาซิญา

นาทีที่ 17 โรนัลโด้ลองสับไกลนอกกรอบโทษ ทว่าบอลพุ่งไม่เข้ากรอบ

ถัดมา 3 นาที โรนัลโด้ ได้ลองส่องฟรีคิกนอกกรอบขตโทษอีกครั้ง ซึ่งทิศทางของลูกก็ยังพุ่งแรงหลุดเสาออกไปแบบได้ลุ้น

กระทั่งนาทีที่ 23 ราชันชุดขาวขึ้นนำ 1-0 เมื่อกาบาฆาลครอสบอลเข้าหากรอบ วีเนซิอุสดีดบอลสกัดพลาดไปเข้าทางโมดริชตัดสินใจยิงแบบไม่จับบอลลอยตุงตาข่ายเข้าไปสุดสวยงาม

เจ้าถิ่นได้ลุ้นบ้างในนาทีที่ 28 เมื่อวูรอส กองหลังเติมขึ้นมาเปิดบอลยาวทางริมเส้นด้านชวาให้ซาไลโขกบอลเหินข้ามคานออกไป

นาทีที่ 39 โครสไหลทะลุช่องตัดแนวรับอาโปเอลมาเข้าทางเบนเซม่าได้หลุดเดี่ยวไปดวลกับเปเรซ ก่อนหาโอกาสยิงหนีมือนายทวารสแปนิชของเจ้าถิ่นเข้าไปไม่เหลือ มาดริดนำ 2-0

ก่อนหมดครึ่งแรก 4 นาที ราชันชุดขาว หนีห่างเป็น 4-0 จากจังหวะที่ อเซนซิโอ้ ครอสลูกเตะมุมฝั่งซ้ายให้วารานโขกทิศทางพุ่งหากรอบ สุดท้ายเป็น นาโช่ เฟร์นานเดซ ซัดจ่อ ๆ เข้าประตูไป

ท้ายครึ่งแรกนาทีที่ 45 โครสตัดบอลจากหน้ากรอบเขตโทษตัวเอง ก่อนผ่านทะลุช่องยาวให้เบนเซมาวิ่งพาบอลเข้าหากรอบโทษ ก่อนจะไหลผ่านให้โรนัลโด้ สุดท้ายแข้งเบอร์ 7 ตัดสินใจไหลต่อให้เบนเซม่าจบสกอร์ที่ 4 ให้ทีม เรอัล มาดริด นำ 4-0

จบครึ่งแรก เรอัล มาดริด นำอยู่ 4-0

เกมครึ่งหลังในนาทีที่ 49 มาร์เซโล่ เปิดบอลทางซ้ายให้ โรนัลโด้ ขึ้นเทคตัวโขกเหนือ 2 ตัวประกบเจ้าบ้านโขกเน้น ๆ ตุงตาข่าย ส่งราชันชุดขาวหนีเพิ่ม 5-0

นาทีที่ 54 เปเรซ นายทวารเจ้าบ้านออกมาตัดบอลพลาดจากจังหวะที่ปั๊มกับเบนเซมา สุดท้ายเป็นโรนัลโด้หาโอกาสยิงประตูที่สองของตัวเองในเกมนี้ มาดริดนำ 6-0

เวลาที่เหลือ อโปเอล ไม่สามารถตีไข่แตกได้ในนัดนี้ได้ หมดเวลาการแข่งขัน เรอัล มาดริด บุกถล่มอโปเอล นิโคเซียยับ 6-0 เก็บเพิ่มเป็น 10 แต้มจาก 5 นัด ควงคู่ท็อตแนม ฮ็อตสเปอร์ผ่านเข้าสู่รอบ 16 ทีมสุดท้ายในฐานะทีมอันดับสองของกลุ่มแน่นอนแล้ว ส่วนสโมสรจากไซปรัสยังมีลุ้นคว้าสิทธิ์ลงเตะยูโรป้าลีก หากบุกไปเก็บสามแต้มในเกมนัดท้ายกับจ่าฝูงอย่างสเปอร์สได้

‘หงส์’ นำก่อนสามลูก โดนเซบีย่า ไล่ตีเจ๊า 3-3


“หงส์แดง” ลิเวอร์พูล เป็นฝ่ายบุกไปนำเจ้าถิ่น เซบีย่า ก่อนถึง 3-0 ตั้งแต่ 30 นาทีแรกของเกม แต่ครึ่งหลังกลับถูก เซบีย่า เร่งเครื่องยิงสามประตูรวด ตีเสมอ 3-3 แบ่งแต้มได้สำเร็จ ต้องไปลุ้นเข้ารอบกันต่อ ในนัดสุดท้ายของรอบแบ่งกลุ่ม ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก

ศึกฟุตบอลยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบแบ่งกลุ่ม นัดที่ 5 เป็นการเจอกันของ เซบีย่า ตัวแทนจากลาลีกา สเปน เปิดรัง รามอน ซานเชซ ปิซฆวน ต้อนรับ ลิเวอร์พูล สโมสรจากพรีเมียร์ลีก อังกฤษ

เริ่มเกมมาได้ไม่ถึง 2 นาที ลิเวอร์พูลได้ประตูขึ้นนำอย่างรวดเร็ว 1-0 จากจังหวะเตะมุมของ โมฮัมเหม็ด ซาลาห์ ไปที่เสาแรกให้ จอร์จินิโอ ไวจ์นัลดุม โหม่งต่อไปที่เสาสองให้กับ โรแบร์โต เฟอร์มิโน พุ่งเข้ายิงระยะเผาขนไม่เหลือซากลิเวอร์พูลขึ้นนำ 1-0

เข้าสู่นาทีที่ 22 ลิเวอร์พูลขยับหนีออกไปเป็น 2-0 ฟิลิปเป คูตินโญ่ เตะมุมไปกลางประตูให้ โรแบร์โต้ เฟอร์มิโน่ โหม่งเช็ดไปให้ ซาดิโอ มาเน่ วิ่งเข้ามาโขกย้อนศรอย่างสวยงาม

เกมมาถึงนาที 30 กองเชียร์หงส์แดงก็ได้เฮอีกครั้ง เมื่อ ซาดิโอ มาเน่ กระชากเข้ามาซัดด้วยขวา นายทวารเซบีญาปัดบอลกระดอนมาเข้าทาง โรแบร์โต เฟอร์มิโน่ ตามซ้ำโล่งๆ ลิเวอร์พูลทิ้งห่าง 3-0 ก่อนจะจบครึ่งแรกด้วยสกอร์นี้

ครึ่งหลังเจ้าถิ่น โหมบุกอย่างหนักหวังทวงประตูคืนโดยเร็วที่สุด กระทั่งนาที 51 ก็ตีไข่แตกไล่มาเป็น 3-1 จากการเปิดลูกฟรีคิกของ เอแวร์ บาเนก้า มาให้กับ วิสซาม เบน เยดเดอร์ ขึ้นโฉบโหม่งที่เสาแรกเข้าไป

เกมเข้าสู่นาที 60 เซบีย่า ยิงประตูไล่มาเป็น 3-2 เมื่ออัลแบร์โต้ โมเรโน่ จับบอลลั่นแล้วโดนฉก ก่อนเจ้าตัวพยายามเข้าไปแย่งคืนแต่กลายเป็นไปขัดขาผู้เล่นเซบีย่า ผู้ตัดสินชี้ไปที่จุดโทษในทันที และเป็น วิสซาม เบน เยดเดอร์ สังหารจุดโทษเข้าไปไม่พลาด

จากนั้นเซบีย่า โหมบุกอย่างหนักเพื่อทำประตูตีเสมอ ก่อนจะมาประสบความสำเร็จในช่วงทดเวลาเจ็บนาที 93 จากลูกเตะมุมทางฝั่งซ้าย บอลตกลงกลางเขตโทษ และเป็น กีโด้ ปิซาร์โร่ จะซัดจ่อ ๆ เข้าไป ตีเสมอเป็น 3-3

จบเกม เซบีย่า เปิดบ้านเสมอกับ ลิเวอร์พูล ไปอย่างสุดมัน 3-3 ทำให้ในกลุ่มนี้ทั้ง ลิเวอร์พูล, เซบีย่า และ สปาร์ตัก มอสโก ต้องไปลุ้นตั๋วเข้ารอบน็อกเอาต์กันในเกมนัดสุดท้าย

ค้างคาวไร้พ่าย! บาเลนเซีย บุกอัด เอสปันญ่อล 2-0 ไล่จี้จ่าฝูง 4 แต้ม


บาเลนเซีย คงฟอร์มร้อนแรงด้วยสถิติไร้พ่ายมา 12 นัดรวด หลังบุกอัด เอสปันญ่อล 2-0 จากการทำประตูของ เจฟเฟรย์ กงด็อกเบีย และ ซานตี มีน่า ซัดกันไปคนละหนึ่งประตูในช่วงครึ่งหลัง ช่วยให้ ค้างคาว เก็บคะแนนรวมเพิ่มเป็น 30 แต้ม รั้งอันดับ 2 ไล่จี้ บาร์เซโลน่า จ่าฝูงที่มี 34 แต้มในขณะนี้

เริ่มเกมในครึ่งแรกมาได้แค่ 5 นาที ไอ้นกแก้ว ได้โอกาสก่อนจากจังหวะที่ ปาโบล ปิอัตติ โยนลูกเตะมุมให้กับ ดาบิด โลเปซ โหม่งข้ามคานไป

นาทีที่ 7 อันเดรียส เปเรยร่า ปีกของบาเลนเซีย วางเท้ากดด้วยขวาจากนอกเขตโทษติดเซฟของ เปา โลเปซ นายทวารเอสปันญ่อล

นาทีที่ 15 เอสปันญ่อล จำเป็นต้องเปลี่ยนเอา โฆเซ่ ฆูราโด้ ลงมาเล่นแทน เลโอ บาปติสเตา ที่มีอาการบาดเจ็บ

นาทีที่ 33 เจ้าถิ่นได้ลุ้นจากจังหวะที่ เคราร์ด โมเรโน่ จ่ายให้กับ ปาโบล ปิอัตติ ซัดด้วยขวาจากระยะแค่ 6 หลา ทางด้านขวาติดเซฟของ เนโต้ นายทวารบาเลนเซีย

หมดครึ่งแรกเสมอกันอยู่ 0-0

เริ่มครึ่งหลังได้แค่ 5 นาที เอสปันญ่อล ได้โอกาสก่อน ปิอัตติ เปิดฟรีคิกให้กับ นัลโด้ ซัดข้ามคานไป

นาทีที่ 67 ทีมเยือน มาได้ประตูขึ้นนำ 1-0 จากจังหวะที่ อารอน มาร์ติน แบ็คซ้ายเอสปันญ่อล สกัดบอลไม่ดีมาเข้าทางของ เจฟเฟรย์ กงด็อกเบีย มิดฟิลด์ชาวฝรั่งเศส ดึงบอลลงแล้วเกี่ยวมาปั่นด้วยซ้ายจากหน้าเขตโทษระยะประมาณ 23 หลา บอลเลี้ยวเบียดเสาซ้ายเข้าไปอย่างสุดสวย

นาทีที่ 83 บาเลนเซีย มาได้ประตูย้ำชัยจากจังหวะที่ การ์โลส โซเลร์ ที่ลงมาเป็นสำรอง เปิดจากกราบขวาเข้าไปในกรอบเขตโทษ บิคตอร์ ซานเชซ แบ็คขวาเจ้าบ้านจะพักอกให้ผู้รักษาประตูตัวเอง แต่บอลเบาไป กลายเป็นตั้งให้ ซานตี มีน่า แปด้วยขวาจังหวะเดียวจ่อๆ เข้าประตูไปช่วยให้ บาเลนเซีย นำห่าง 2-0 และเป็นประตูที่ 5 ของ มีน่า ในลีกซีซั่นนี้

เวลาที่เหลือไม่มีประตูเพิ่มจากทั้งสองทีม จบเกม บาเลนเซีย บุกไปชนะ เอสปันญ่อล 2-0 คว้าสามแต้มเต็ม รั้งรองจ่าฝูง มีแต้มตามหลัง บาร์เซโลน่า จ่าฝูงแค่ 4 แต้มเท่านั้น อีกทั้งชัยชนะเกมนี้ทุบสถิติสโมสรด้วยการคว้าชัยเป็นนัดที่ 8 ติดต่อกันในลีก

‘ม้าลาย’ พังบุกพ่าย ลาซามพ์เผา 3-2


การแข่งขันฟุตบอลกัลโชเซเรียอา อิตาลี ฤดูกาล 2017/18 ประจำวันที่ 19 พ.ย. เป็นการพบกันในระหว่าง ซามพ์โดเรีย เปิดบ้านพบกับ “ม้าลาย” ยูเวนตุส แชมป์เก่า 6 สมัย

เกมในครึ่งแรกม้าลายครองบอลได้มากกว่าก็จริงแต่ยังหาจังหวะจบสกอร์ขึ้นนำไม่ได้ จบครึ่งแรกกอดคอเสมอกันไปก่อน 0-0

เข้าสู่ครึ่งหลัง ซามพ์โดเรีย มาได้ประตูออกนำ 1-0 นาทีที่ 52 ฟาบิโอ กวายาเรลลา กลับตัวเปิด แต่เฟเดริโก แบร์นาเดสชี ดันสกัดไม่ดีบอลลอยโด่งในเขตโทษเข้าหัว ดูวาน ซาปาตา ขวิดเข้าไปเลย

พอเสียประตูขึ้นนำ ม้าลาย พยายามบุกแต่ก็มาโดนเจ้าบ้านหนีห่าง 2-0 นาทีที่ 71 จากลูกโต้กลับ แกสตัน รามิเรส จ่ายให้ ลูคัส ทอร์เรรา กดด้วยขวาผ่านมือเชสนีเสียบเสาเข้าไป

ไปกันใหญ่แล้วนาทีที่ 79 เจ้าบ้านนำโด่ง 3-0 ฟาบิโอ กวายาเรลลา ถึงเส้นหลังก่อนตบเข้าใน จิอัน มาร์โก แฟร์รารี แปเผาคนหลาเดียวตุงตาข่าย

ยูเว่ ลุยแหลกแต่กว่าจะมาได้ประตูตีไข่แตกก็ปาไปถึงช่วงทดเจ็บนาทีแรก เมื่อมาได้จุดโทษจากจังหวะที่ อิวาน สเตอร์นิช ไปทำฟาวล์ ดักลาส คอสตา ก่อนที่ กอนซาโล อิกวาอิน จะรับหน้าที่สังหารไม่เหลือซาก ม้าลายไล่มา 1-3

เข้าสู่ช่วงทดเจ็บนาทีที่ 4 ม้าลายฮึดไล่มาอีกลูกเป็น 2-3 จากจังหวะที่ จิอันลูกา คาปารี เสียบอล ก่อนที่ ดิบาลา จะลากมาเองซัดตุงตาข่ายไปอย่างสวยงาม

จบเกมการแข่งขัน ซามพ์โดเรีย เปิดบ้านทำเซอไพรส์เอาชนะ ยูเวนตุส 3-2 ทำให้ ยูเวนตุส ตามหลังนาโปลีจ่าฝูงเป็น 4 แต้มแล้ว

‘อิบรา’ขอคัมแบ็ค-เผยบทบาทอาจเปลี่ยนตามเบอร์เสื้อ


ซลาตัน อิบราฮิโมวิชออกมากล่าวว่าเขาตั้งใจจะกลับมาให้แข็งแกร่งกว่าเดิมเพื่อลงสนามให้แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด พร้อมบอกเผยว่าบทบาทอาจเปลี่ยนไปตามเบอร์ 10 ที่ใช้ในปีนี้

กองหน้าวัยเก๋าเจ้าของเบอร์ 9 คนเดิมได้ออกมาบอกว่า “สำหรับผมแล้ว นักเตะหมายเลข 10 คือดาวเด่น คนที่สร้างความแตกต่าง, เป็นที่จับตามอง, ตัดสินชัยชนะและเป็นผู้นำ และผมเห็นตัวเองเล่นในตำแหน่งนั้น แต่มันไม่ใช่สิ่งที่ถูกมอบให้คุณ มันเป็นแค่สิ่งที่คุณเป็น และนั่นเป็นแนวทางที่มันเป็นไป”

“บอกตามตรงมันเหมือนแรงกระตุ้นให้ผมหายกลับมาจากอาการเจ็บ เพราะผมสวมหมายเลข 10 กับทีมชาติสวีเดนและ เปแอสเช ผมอยากสวมมันที่ อินเตอร์ แต่ผมย้ายไป บาร์เซโลน่า เสียก่อน ที่ อาแจ็กซ์ ผมไม่ได้สวมมัน ผมรู้สึกเหมือนนักเตะหมายเลข 10 และยืนกรานที่จะสวมเบอร์ 10 มันจะจารึกในประวัติศาสตร์ว่าผมสวมเบอร์ 10 เสมอ”

อายุครบ 36 ปีในเดือนก่อน อิบราฮิโมวิชก็มั่นใจว่าเขาจะกลับมาดียิ่งกว่าที่เคยหลังฤดูกาลก่อนช่วยยิงให้”ปีศาจแดง”ไปถึง 28 ประตู พร้อมกับพาทีมคว้า 3 แชมป์เมื่อฤดูกาลก่อน

“สิ่งแรกที่ผมพูดกับตัวเองคือการยอมแพ้ไม่ใช่ทางเลือก ผมมาไกลขนาดนี้และผมจะยุติอาชีพค้าแข้งด้วยตัวผมเอง ไม่ใช่ด้วยคนอื่น”อิบราฮิโมวิชกล่าว

โดยอดีตศูนย์หน้าทีมชาติสวีเดน วัย 36 ปี ไม่ได้ลงสนามช่วยทีมตั้งแต่ได้รับบาดเจ็บเอ็นไขว้หน้าหัวเข่าฉีก ในเกมยูโรป้าลีกกับอันเดอร์เลชท์เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมานั่นจึงเป็นหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้ทีมคว้าตัว โรเมลู ลูกากู ศูนย์หน้าชาวเบลเยี่ยมมาร่วมทัพ

หลังจากที่เจ้าตัวพักรักษาอาการบาดเจ็บใกล้ที่จะกลับมาลงสนามได้อีกครั้ง ซึ่งสื่อนั้นคาดการณ์กันว่าเจ้าตัวจะกลับมาแย่งตำแหน่งกับลูกากู แต่ล่าสุด แนวรุกชาวสวีดิชได้ออกมาเผยว่าเขาอาจเลือกเปลี่ยนบทบาทตัวเองไปเล่นหน้าต่ำเพื่อโอกาสในการลงเล่นสม่ำเสมอ